02-770-9700 ต่อ 2020

  • Facebook

- เขตบางกะปิ

- กรุงเทพมหานคร

- ประเทศไทย

ค้นหา
  • กันต์

e-Newsletter Jan-Feb 2016

อัพเดตเมื่อ: 12 ส.ค. 2019



สวัสดีปีใหม่ 2016 ลูกค้าเคิร์ซทุกท่านนะคะ เราขอเป็นตัวแทนคณะผู้บริหารและทีมงาน ส่งคำอวยพรให้ ลูกค้าทุกท่านมีความสุขและสมความปรารถนากับทุกๆเรื่องตลอดปีและตลอดไปนะคะ เช่นเคยกับข่าวสารและ สาระสำคัญที่เรานำมาฝากในฉบับแรกของปีลิงนี้พบกับ Connected Car และ 4G ที่เป็นจริงกับบริการใหม่ๆ ที่จะ เกิดขึ้นนับจากนี้ เชิญติดตามกันได้เลยค่ะ


Connected Car จุดเริ่มต้นของยนตกรรมอัจฉริยะในยุค Internet of Things สำหรับคนในแวดวงไอที Connected Car หรือ Smart Car ซึ่งเป็นรถยนต์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าหวือหวาเท่ากับ Self Driving Car หรือรถยนต์อัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีสุด advance เนื่องจาก Connected Car นั้น ถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ในแง่ของการเป็น Concept Car ที่ทาง vendor ของ อุตสาหกรรมโทรคมนาคมร่วมพัฒนากับบริษัทรถยนต์เพื่อผลักดันแนวคิดของ LTE ให้เกิดขึ้น ณ เวลานั้น เพียงแต่ ในยุคที่ Internet of Things เป็นเรื่องใกล้ตัว Connected Car ก็ไม่ใช่ฝันอีกต่อไป และล่าสุดในงาน Motor Expo ปลายปี 2015 ที่ผ่านมาคนไทยก็ได้ยลโฉม Connected Car ตัวเป็นๆ จากเชฟโรเล็ต เทคโนโลยีเด่นๆ ของ Connected Car ที่เชฟโรเล็ต นำมาใส่ลงใน แคปติวา ตัวใหม่นั้น ประกอบด้วยระบบ พื้นฐานที่จะทำให้รถยนต์กลายเป็น Connected Car จริงๆ นั่นคือ ระบบการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ซึ่งฝั่งของแอปเปิลนั้นมีของเด็ดมาด้วยอย่าง Siri Eyes Free ที่ฟังดูชื่อแล้วคงให้ ความรู้สึกราวกับเป็นโทนี่ สตาร์ก ที่กำลังคุยกับจาวิสยังไงยังงั้น นอกจากนี้ยังมี Side Blind Zone Alert ระบบ แจ้งเตือนมุมอับสายตา Rear Cross Traffic Alert ระบบแจ้งเตือนการจราจรและสิ่งกีดขวางด้านหลัง และ Rear Park Assist ระบบช่วยเหลือการถอยจอด โดยทุกระบบจะใช้เซ็นเซอร์เรดาร์ที่ติดตั้งในตัวรถแคปติวา ทำการตรวจ จับสภาพแวดล้อมและเตือนผู้ขับขี่ถ้ามีสิ่งกีดขวาง ระบบช่วยเหลือการถอยจอดมีประโยชน์อย่างมากสำหรับการ- จอดในที่แคบ นอกจากนี้คือระบบ Graphic User Interface หรือ GUI ที่อำนวยความสะดวกในการขับรถ เช่น Cruise Control Engaged และ Cruise Control Ready ที่รายงานสถานะให้กับคนขับ เป็นต้น หากเรามองแค่เทคโนโลยีที่ติดตั้งมากับรถเราอาจรู้สึกว่า ก็แค่เอาสมาร์ทโฟนมาติดรถเองไม่ใช่หรือ? โดยเฉพาะ หากเทียบกับ Connected Car ในจินตนาการของหลายๆ คนที่อาจมองทะลุไปจนถึงขั้นว่ารถคันนั้นๆ เป็นรถยนต์ อัจฉริยะแบบ Knight Rider Kit (ชื่อไทย อัศวินคอมพิวเตอร์) หรือรถ Bat Mobile ของอัศวินรัตติกาลขวัญใจ ชาวโลกไปแล้ว หนำซ้ำระบบเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะแบบนี้ ยังเคยปรากฏโฉมให้เห็นในภาพยนต์ James Bond: Tomorrow Never Die ที่เคยฉายไปแล้วนับสิบๆ ปี จนอาจรู้สึกว่ามันเก่าไปมั้ย หากคุณคิดแบบนี้คุณกำลังหลง ประเด็น แต่ถ้าเรามองข้ามช็อตนี้ไป แล้วพิจารณาถึง Internet of Things ล่ะก็ จะเห็นได้ว่าหลายๆ แนวคิดในด้าน Machine to Machine หรือการ Connected ต่างๆ กำลังทำให้วิถีชีวิตของเราเป็นดิจิทัลกันมากขึ้น สรรพสิ่ง มีความเป็นอัจฉริยะ และสามารถสื่อสารประมวลผลเชื่อมต่อหากันได้ โดยมีพระเอกเป็น “อินเทอร์เน็ต” ซึ่งขณะนี้ ประเทศไทยก็เข้าสู่ยุค 4G เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศทั่วโลก ในขณะที่เทคโนโลยียุคต่อไปอย่าง 5G ก็กำลังอยู่ ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งทิศทางของโลกก็กำลังหมุนไปในทางนั้นอยู่แล้ว ถามว่า Connected Car ที่ได้เห็นใน Motor Expo จากเชฟโรเล็ต ถือว่าเป็นรถยนต์อัจฉริยะได้หรือยัง คำตอบคือใช่ หากมองที่แก่นแท้ของการเชื่อมต่อและประมวลผล แม้จะยังไม่ใกล้เคียงกับรถยนต์แบบ Self Driving Car แต่ก็ถือว่าไม่ห่างไกลกันมาก และเชื่อว่าไม่ช้า เราน่าจะได้เห็น Connected Car ที่พัฒนาไปอีกขั้น มากกว่า การเอา สมาร์ทโฟนมาเสียบ แต่เป็นการติดตั้งระบบสมองกล AI ใส่ SIM Card เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างแน่นอน


4G ที่เป็นจริงกับบริการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ เป็นที่น่ายินดีที่การประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz เพื่อนำไปจัดสรรการให้บริการภายใต้เทคโนโลยี 4G/LTE ได้จบลงอย่างสวยงามในครั้งแรกด้วยมูลค่ารวมกว่า 80,778 ล้านบาท โดยผู้ชนะในครั้งนี้ก็เป็นผู้ให้บริการ รายหลัก 2 รายอย่างไม่ผิดคาด อย่างไรก็ตามก็ยังคงต้องรอลุ้นการประมูลในครั้งที่ 2 สำหรับคลื่นความถี่ 900 MHz ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ว่า ใครจะเป็นผู้ถือครองคลื่นความถี่มากที่สุดในตลาด อย่างน้อยที่สุด ก็จะส่งผลต่อความได้เปรียบในการแข่งขันในการให้บริการอย่างต่อเนื่องไปอีกไม่ต่ำกว่า 10+ ปีต่อจากนี้

โมบายแอพพลิเคชั่น และบริการเสริมอะไรบ้างที่จะเป็นที่น่าจับตามอง? # บริการคลาวด์ จะกลายเป็นบริการพื้นฐานสำหรับผู้ใช้บริการสื่อสารข้อมูลไร้สายในยุค 4G: แน่นอนว่าบริการ คลาวด์ในปัจจุบันไม่ใช่ของใหม่อีกต่อไป แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าแอพพลิเคชั่นการให้บริการคลาวด์ของผู้ใช้งานผ่าน อุปกรณ์พกพา หรือผ่าน Smart devices แพลตฟอร์มต่างๆ นั้น จัดเป็นบริการพื้นฐานที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานส่วนบุคคลหรือการใช้งานสำหรับภาคธุรกิจที่ผ่านอุปกรณ์พกพาเหล่านี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้งานบริการพื้นที่เก็บหรือสำรองข้อมูลพื้นฐานบนเครือข่ายคลาวด์ แต่ความท้าทายใหญ่ใน ปัจจุบันได้แก่ การเชื่อมต่อเพื่อใช้บริการเพื่อรับ-ส่งหรือเคลื่อนย้ายเพื่อจัดเก็บหรือสำรองข้อมูลบนคลาวด์ยังต้อง อาศัยทั้งความเร็วในการเชื่อมต่ออีกทั้งยังสิ้นเปลืองแบนด์วิธมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อเครือข่ายการให้บริการ สื่อสารข้อมูลไร้สายได้เมื่อมีการใช้งานพร้อมกันในวงกว้าง เมื่อการให้บริการ 4G/LTE พร้อมแล้ว จะช่วยลดปัญหา คอขวดเหล่านี้ลงได้ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมโมบายแอพพลิเคชั่นหรือบริการอื่นๆ ที่อยู่บนคลาวด์ให้มีการเติบโต และเพิ่มความนิยมในการใช้งานอย่างแพร่หลายในอนาคตอีกด้วย

# บริการวีดีโอสตรีมมิ่งคุณภาพสูงระดับ 2K/4K: จัดเป็นอีกหนึ่งประเภทของบริการที่มีแนวโน้มในการเติบโต และได้รับอานิสงส์ตรงจากการให้บริการภายใต้เทคโนโลยี 4G/LTE ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่ช้า เนื่องจากต้องการปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลที่มหาศาลอย่างต่อเนื่องในขณะที่ใช้บริการอยู่ อีกทั้งการให้บริการวีดีโอ- สตรีมมิ่ง คุณภาพสูงระดับนี้ ยังเป็นการเพิ่มอรรถรสในการรับชมต่อผู้ใช้บริการอีกด้วย บริการในหมวดนี้ยังรวมถึง บริการโมบายทีวี และกิจกรรมการถ่ายทอดสดผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีความต้องการใช้งานจากภาคสื่อสาร มวลชนด้วยเช่นกัน มองอีกมุมหนึ่งก็คือ ต่อไปนี้คือยุคของการนำเสนอและการให้บริการในรูปแบบ Rich media ในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์แบบนั่นเอง

# บริการโมบายแอพพลิเคชั่นหลากหลายรูปแบบสำหรับกลุ่มธุรกิจ: ในแวดวงธุรกิจนั้นอาจจะเริ่มคุ้นเคยกับโมบาย แอพพลิเคชั่นที่นำมาช่วยเสริมความคล่องตัวในยุคที่ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับ “Mobility platform” มาระยะหนึ่ง แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Mobile Enterprise Application Platform (MEAP), VDO conferencing, Remote management solution, หรือ Voice calls ในลักษณะ Multi-platforms ซึ่งอาจจะสร้างประสบการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก หรือผู้ใช้งานบางรายอาจจะไม่คล่องตัวจากการใช้งานจริง เนื่องจากเสถียรภาพของเครือข่ายการสื่อสารไร้สายใน ปัจจุบัน อุปกรณ์การสื่อสารหลากหลายแพลตฟอร์ม ปัญหาการตรวจสอบความปลอดภัยออนไลน์ อีกทั้งความ เข้ากันได้ระหว่างแอพพลิเคชั่นจากผู้ให้บริการที่หลากหลายที่แยกตามประเภทของการให้บริการส่งผลให้ความนิยมของการใช้งานโมบายแอพพลิเคชั่นเชิงธุรกิจเหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่จากนี้ไปจะมีผู้ให้บริการ หน้าใหม่ที่จะจับรวมเอาฟังก์ชั่นการใช้งานเหล่านี้มีพัฒนาเพื่อผนวกเข้าเป็นโซลูชั่นหลักเพียงโซลูชั่นเดียวเพื่อให้ผู้ ใช้งานสำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการใช้งานแบบ Mobility สามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่ายขณะที่โมบายโอเปอเร- เตอร์เองอาจจะมองเห็นโอกาสนี้ในการเป็นผู้พัฒนาและนำเสนอโซลูชั่นการให้บริการเชิงธุรกิจเสียเองก็เป็นไปได้

อีกความท้าทายสำหรับโมบายโอเปอเรเตอร์ แม้ว่าการให้บริการการสื่อสารข้อมูลไร้สายภายใต้เทคโนโลยี 4G/LTE จะสามารถสร้างจุดเปลี่ยนของรูปแบบการ ดำเนินธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ผู้ให้บริการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในการให้บริการจาก เสถียรภาพการให้บริการของเครือข่าย ปริมาณแบนด์วิธที่มีอย่างพอเพียงและมีความเร็วพอในการบริการต่อผู้ใช้- งาน อย่างไรก็ตามในระยะแรกของการให้บริการนั้น ผู้ให้บริการอาจจะต้องประสบกับความท้าทายต่าง ๆ ต่อไปนี้ • 4G Mobile Network Offload: เป็นหนึ่งในความท้าทายหลักที่จะต้องติดตามร่วมกับปริมาณแทรฟฟิคที่เกิด ขึ้นในเครือข่ายการสื่อสารที่นับวันจะมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งในระยะแรกของการให้บริการเครือข่าย 4G/LTE อย่าง เต็มรูปแบบ ก็ยากที่จะประเมินปริมาณความคับคั่งของแทรฟฟิคที่เกิดขึ้นจริงบนเครือข่ายได้ แม้ว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญ หลายรายต่างนำเสนอโซลูชั่นในการบรรเทาความท้าทายนี้ เช่น การประยุกต์ Radio Access Network หรือ RAN ผ่านโหนดเชื่อมต่อขนาดเล็ก อาทิ Femtocell หรือ Microcell ในบางพื้นที่ที่มีการความคับคั่งของแทรฟฟิค เป็นต้น •พฤติกรรมการใช้อุปกรณ์พกพาที่หลากหลายในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายจากผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานปลายทาง: เป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการบริหารจัดการประสบการณ์การใช้งานกับกลุ่มลูกค้า (Customer experience management) ของผู้ให้บริการหรือโมบายโอเปอเรเตอร์เอง ซึ่งในปัจจุบันยากที่จะคาดเดาว่าผู้ใช้งานปลายทาง จะเข้าถึงโมบายอินเทอร์เน็ตผ่าน Smart devices แพลตฟอร์มใด ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มก็มีอัตราการบริโภค ปริมาณข้อมูลที่แตกต่างกันแม้ว่าจะเข้าถึงปลายทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การเข้าถึงเว็บไซต์ปลายทางจาก Smartphone, Phablet และ Tablet ต่างก็มีอัตราการบริโภคปริมาณข้อมูลที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เป็นปัจจัยจาก ตัวแพลตฟอร์มของอุปกรณ์เองและพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งานปลายทางเมื่ออยู่ต่างแพลตฟอร์ม (อธิบายอย่างง่าย: เวลาผู้ใช้งานดูวีดีโอสตรีมมิ่งผ่านหน้าจอ Tablet จะมีความรู้สึกอยากชมเป็นระยะเวลาที่ ยาวนาน และมีโอกาสที่จะเข้าไปรับชมเนื้อหาอื่นๆ มากกว่าดูผ่านหน้าจอ Smartphone ที่มีหน้าจอขนาดเล็ก หรือในเชิงเทคนิคเอง การเข้าถึงเว็บไซต์ผ่าน Smartphone บางเว็บไซต์จะดำเนินการตรวจสอบอุปกรณ์ปลายทาง แล้วอาจจะเข้าสู่หน้าที่เป็นไมโครไซต์หรือโมบายไซต์แทน ซึ่งมีปริมาณข้อมูลน้อยกว่า) เป็นต้น โดยหนึ่งในวิธีการ จัดการกับความท้าทายนี้คือ การบริหารจัดการการเชื่อมต่อของเครือข่ายผู้ให้บริการ ให้อุปกรณ์ของผู้ใช้งานกลุ่มนี้ หันไปจับเครือข่าย WiFi หรือ Hotspot ใกล้เคียงแทน เพื่อลดปริมาณการใช้ข้อมูล ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งในการบริหาร จัดการ Network capacity ที่ดีและมีประสิทธิภาพเช่นกัน (ที่มา : Telecom Journal)



ดู 48 ครั้ง