ค้นหา

e-Newsletter July-Aug 2016

อัพเดตเมื่อ: 16 ส.ค. 2019



สวัสดีค่ะลูกค้าเคิร์ซทุกท่าน กลับมาพบกันในเดือนกรกฎาคม ก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังอย่างเต็มตัวแล้ว แต่เทคโนโลยีต่างๆ ก็ยังพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง และในครั้งนี้เรามีข่าวสารที่น่าสนใจมาอัพเดทกับผู้อ่านทุกท่านเช่นเคย ความพิเศษที่เรานำมาฝากกันในฉบับนี้มันคืออะไรนั้น เชิญติดตามกันเลยค่ะ


ในช่วง 1 – 2 เดือนที่ผ่านมา เป็นที่น่าสนใจมากว่ามีข่าวเกี่ยวกับการนำระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้ทำงานแทนมนุษย์มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับพัฒนาการด้านเทคโนโลยีของโลก แต่สิ่งที่เป็นผลกระทบตามมาซึ่งข่าวต่างๆ เหล่านั้น ได้แสดงให้เราเห็นคือ “มนุษย์ กำลังตกงาน” เพราะถูกเหล่าสมองกลแย่งงาน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าขำๆ แต่มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ยกตัวอย่างในประเทศอินเดียขณะนี้บรรดาโปรแกรมเมอร์ต่างก็ได้รับผลกระทบกันทั่วหน้าเนื่องจากความต้องการในการใช้โปรแกรมเมอร์ที่เป็นคนในงานบางชนิดลดน้อยลงเพราะระบบ AI สามารถทำแทนได้ และอาจทำได้ดีกว่าในบางกรณี หรือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุด เมื่อยุโรปเปิดทดสอบใช้งานรถบรรทุกอัตโนมัติแบบไร้คนขับข้ามทวีป ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่ลงในนิตยสาร Time แน่นอนว่าหากระบบนี้ทดสอบจนสำเร็จและเปิดให้ใช้งานจริง จะไม่ใช่แค่การพลิกโลกเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่จะเป็นการปฏิวัติเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ เอาเฉพาะรถบรรทุกแบบอัตโนมัติ หากมันสามารถวิ่งได้เองโดยไม่ต้องใช้คนขับ อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ข้อแรกคนขับรถบรรทุกจำนวนมหาศาลจะต้องตกงานหันไปประกอบอาชีพในสายงานอื่นแทน หรืไม่อย่างนั้นก็ต้องหันมาประกอบอาชีพขับรถประเภทอื่น เช่น แท็กซี่ ซึ่งปัจจุบันรถยนต์โดยสารแบบปรกติทั่วไป ก็กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและทดสอบระบบอัตโนมัติแบบไร้คนขับเช่นกัน นั่นหมายความว่า พวกเขา (คนขับรถบรรทุก) มีโอกาสที่จะหนีเสือปะจระเข้ได้อีก ประการต่อมา ธุรกิจตามรายทาง เช่น ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดตามปั๊มน้ำมันตั้งแต่ร้านโดนัทโนเนมยันร้านเบอเกอร์หรือไก่ทอดชื่อก้องโลกไปจนถึงโรงแรมที่พักจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเสียฐานลูกค้าไปกลุ่มใหญ่ๆ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ใช้บริการหลักๆ ผู้ประกอบการเหล่านี้ก็คือบรรดาสิงห์รถบรรทุก เพราะรถที่วิ่งบนทางหลวงสายใหญ่ๆ แบบข้ามเมือง ข้ามทวีป โดยมากจะเป็นรถบรรทุกเสียมากกว่า

หันมาดูในประเทศไทย ทราบหรือไม่ว่าการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตและระบบการจองตั๋วต่างๆ แบบออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการ SME ด้านรับจองตั๋วต่างๆ ต้องทยอยกันล้มหายตายจากไปภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี ยิ่งปัจจุบันเราสามารถทำรายการต่างๆ เหล่านี้ได้จากปลายนิ้วตัวเองผ่านสมาร์ทโฟน เพียงแค่แตะลากแล้วเลือกระบบจะทำรายการต่างๆ ให้เราเองโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้จะพบว่าหลายธุรกิจก็มีการนำ AI มาใช้เป็น gimmick เรียกลูกค้า เช่น ร้านอาหารบางแห่งนำระบบทัชสกรีนและ AI มาให้ลูกค้าเลือกเปิดดูเมนูและสั่งอาหารโดยตรงไม่ต้องผ่านพนักงาน ข้อดีคือสิ่งเหล่านี้มันสามารถช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานของพนักงานที่เป็นมนุษย์ได้ แต่ผลเสียล่ะ หากร้านอาหารแห่งหนึ่งมีพนักงานหน้าร้าน 10 คน ทำหน้าที่รับออเดอร์และเสิร์ฟอาหาร แต่เมื่อระบบ AI เข้ามาแทนที่ แน่นอนว่าภาระหน้าที่ของพวกเขาจะลดลง จากที่จด

ออเดอร์และเสิร์ฟ ก็จะเหลือแค่เสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าตามออเดอร์ที่ส่งตรงเข้าอุปกรณ์ของพวกเขา และนั่นแปลว่าร้านไม่จำเป็นต้องจ้างพวกเขาถึง 10 คน แต่อาจลดเหลือแค่ 3 คน เพราะมีระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยงานพวกเขาแล้ว

ลองนึกภาพให้เป็นยุคอนาคตที่ไกลออกไปอีก หากเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์พัฒนาจนทำให้เรามีพ่อบ้านหรือสาวใช้ที่เป็นโรบอทแบบในสตาร์วอรส์ ตลาดแรงงานบ้านเราจะมีผลกระทบขนาดไหน เพราะทุกวันนี้แรงงานในด้านพ่อบ้านแม่บ้านหรืองานกรรมกร เราถูกประเทศข้างเคียงเข้ามาแย่งตลาดไปแล้ว จนแทบจะเหลือแค่ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ที่ยังเห็นว่าเป็นคนไทย แล้วถ้าหากในอนาคต เขานำหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ล่ะ หุ่นยนต์ที่ทำงานได้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สามารถยกของหนักได้ เช็คสต็อกสินค้าได้อย่างแม่นยำ และความสามารถในการคิดบัญชีทอนเงินอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงให้บริการเสริมเช่น จ่ายค่าสาธารณูปโภคหรือบัตรเติมเงินโทรศัพท์ได้ ไปจนถึงการชงกาแฟหรือทำอาหารได้ เมื่อถึงตอนนั้น มนุษย์อย่างเราๆ จะปรับตัวอย่างไรให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ ลองคิดดูสิ


เคเบิ้ลใต้น้ำความเร็ว 60Tbps เชื่อมระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกา ได้เปิดใช้งานวันที่ 30 มิถุนายนนี้แล้ว

ด้วยความร่วมมือระหว่าง Google, China Mobile International, China Telecom Global, KDDI, Singtel และ Global Transit (ภายใต้บริษัท Time Telecom ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ KIRZ จากประเทศมาเลเซีย) ตั้งแต่ปี 2014 ในที่สุดสายเคเบิ้ลความยาวกว่า 9,000 กิโลเมตรที่มีความเร็วสูงถึง 60Tbps ก็จะได้เปิดใช้บริการในวันที่ 30 มิถุนายน 2016 นี้แล้วเพื่อเชื่อมต่อระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกา

เคเบิ้ลใต้น้ำ Trans-Pacific นี้จะมีจุดเชื่อมต่อที่ Oregon ในสหรัฐอเมริกาหนึ่งจุด และเชื่อมโยงมายังจุดเชื่อมต่อในญี่ปุ่นสองจุด โดยจากการลงทุนติดตั้งมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปีและใช้เทคโนโลยี Digital Signal Processor ล่าสุดบนสาย Low-Loss Fiber จนได้ความเร็วออกมาที่ 60Tbps จากความร่วมมือของยักษ์ใหญ่ทั้ง 6 บริษัทร่วมกับการสนับสนุนจาก NEC โครงการนี้ไม่ใช่โครงการแรกที่ Google ลงทุนสนับสนุนการเชื่อมต่อสายเคเบิ้ลสำหรับระบบอินเทอร์เน็ต และก็จะไม่ใช่โครงการสุดท้ายเช่นกัน

Source : techtalkthai



ดู 0 ครั้ง

- เขตบางกะปิ

- กรุงเทพมหานคร

- ประเทศไทย