02-770-9700 ต่อ 2020

  • Facebook

- เขตบางกะปิ

- กรุงเทพมหานคร

- ประเทศไทย

ค้นหา

Blockchain – ใช้บล็อกเชนในเรื่องอื่นนอกจากธุรกิจ

อัพเดตเมื่อ: มี.ค. 10


Blackchain

จากผลสำรวจ PwC’s Global Blockchain Survey ในปี พ.ศ. 2561 พบว่า 84% ของผู้บริหารจาก 600 คน ใน 15 ประเทศ ได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตน สอดคล้องกับการคาดการณ์ของบริษัทวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นนำของโลกอย่าง การ์ทเนอร์ (Gartner) ที่คาดการณ์ไว้ว่า

  • ภายในปี พ.ศ. 2573 บล็อกเชนจะสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้มากกว่า 300 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • ปัจจุบันอุตสาหกรรมบริการทางการเงินเป็นผู้นำตลาดในการใช้บล็อกเชน รองลงมาคือ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมพลังงาน และสาธารณูปโภค

  • ในส่วนของการสำรวจของ PwC ค้นพบเช่นเดียวกันว่า ธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นก็กำลังปรับตัวเข้าสู่โลกของบล็อกเชนเช่นกัน เช่น ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสื่อและบันเทิง สถาบันการเงิน และรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้คนไทยจะคุ้นหูกับคำว่าบล็อกเชนขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องยอมรับว่าการนำมาใช้งานยังจำกัดอยู่ในภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผูกติดอยู่กับเรื่องสกุลเงินดิจิทัล ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายต้องยกให้บิทคอยน์ (Bitcoin) ด้วยจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและความรวดเร็วในการแลกเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาล จึงทำให้บล็อกเชนขยับขึ้นมามีบทบาทในกิจกรรมทางธุรกิจที่หลากหลายและเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกันภาครัฐก็กำลังให้ความสนใจนำบล็อกเชนมาใช้ในการบริหารจัดการเช่นกัน


การนำบล็อกเชนมาใช้ในภาครัฐของต่างประเทศ

เทคโนโลยีบล็อกเชนมีจุดแข็งหรือจุดเด่นคือ จัดเก็บข้อมูลแบบกระจายส่วน (Distributed ledger) ทั้งในเรื่องความปลอดภัย ประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูล และความรวดเร็วในการทำธุรกรรม ซึ่งแตกต่างจากระบบเทคโนโลยีแบบรวมศูนย์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในภาคธุรกิจการเงินแล้ว ปัจจุบันได้เริ่มนำมาใช้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วขึ้น

  • ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดทำโครงการนำร่อง MedRec นำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการจัดการระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยจัดเก็บข้อมูลประวัติผู้ป่วยและเวชระเบียน (Electronic Health Record: HER) ของสถานพยาบาล นอกจากนี้ยังมีการนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ อีก เช่น มลรัฐเดลาแวร์ (Delaware) สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน โดยการบริหารจัดการข้อมูลบริษัทเอกชนผ่านระบบบล็อกเชน ดำเนินการตรากฎหมายระดับมลรัฐอนุญาตให้บริษัทเอกชนที่อยู่ในกำกับดูแลสามารถเสนอขายหุ้นได้โดยไม่ต้องออกใบหุ้น แต่ให้ยืนยันธุรกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องผ่านระบบบล็อกเชน

  • ประเทศสหราชอาณาจักร ทดลองใช้ระบบจ่ายเงินสวัสดิการบนระบบบล็อกเชน เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นความลับและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการสังคม

  • ประเทศสวีเดน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา กรมที่ดินได้เริ่มใช้ระบบบล็อกเชนในการลงทะเบียนบันทึกข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทำการบันทึกข้อมูลในระบบเดียวกัน

  • ประเทศแคนาดา รัฐบาลร่วมกับ The World Economic Forum (WEF) องค์กรไม่แสวงหากำไร นำร่องทดลองโครงการระบุตัวตนของนักท่องเที่ยวด้วยระบบดิจิทัล (Known Traveller Digital Identity: KTDI) โดยใช้ระบบบล็อกเชนเป็นหลัก

  • ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แผนพัฒนา “The 13th Five-Year National Informatization Plan” รัฐบาลประกาศใช้โดยการนำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลให้ดียิ่งขึ้น เช่น การออกแบบเอกสารภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ การจัดเก็บภาษี การจ่ายคืนภาษี และการบันทึกข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

  • ประเทศญี่ปุ่น กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารให้ความสำคัญกับการนำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการจัดซื้อของรัฐบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้นำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการบริหารจัดการงบประมาณ การแชร์และเก็บข้อมูลการอนุมัติงบประมาณการซื้อขายของรัฐบาลที่เปิดประมูลสัญญาจากภาคเอกชนระหว่างหน่วยงานต่างๆ ด้วย

  • ประเทศอินเดีย ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา สถาบันแห่งชาติเพื่อการปฏิรูปประเทศอินเดีย (The National Institution for Transforming India: NITI Aayog) นำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการปราบปรามยาปลอม เนื่องจากได้รับรายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี พ.ศ. 2560 ว่า ประมาณ 20% ของยาที่จำหน่ายในอินเดียเป็นยาคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และประมาณ 35% ของยาปลอมที่ขายทั่วโลกมาจากประเทศอินเดีย

นอกจากประเทศต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ยังมีประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่นำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐ และทุกประเทศมีแนวโน้มที่จะนำไปใช้ในหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

การนำบล็อกเชนมาปรับใช้ในภาครัฐของไทย

แม้ว่าประเทศไทยจะนำระบบการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศแบบรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง และนำระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการให้บริการแก่ประชาชน แต่ก็ยังประสบปัญหาหลักคือ จำกัดการเข้าถึงข้อมูล และความไม่โปร่งใสในการจัดเก็บข้อมูล ดังนั้นการสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลร่วมกัน โดยการนำระบบบล็อกเชนมาปรับใช้กับการบริหารงานภาครัฐจึงมีความเป็นไปได้สูง

  • การนำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement: e-GP) เป็นการจัดเก็บประวัติการเสนอราคา ราคาซื้อ ชื่อผู้ขาย รายชื่อติดต่อทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

  • การบริหารจัดการระบบทะเบียนที่ดินของภาครัฐ เช่น การจัดเก็บข้อมูลกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ และการยืนยันสิทธิถือครองที่ดิน วิธีนี้ง่ายต่อการจัดเก็บการปลอมแปลงได้ทำยาก และไม่เสี่ยงต่อการสูญหาย

  • การจัดทำอัตลักษณ์บุคคลด้วยระบบบล็อกเชน เรียกอีกอย่างว่า การสร้างอัตลักษณ์ดิจิทัลหรือการยืนยันตัวตนผ่านระบบดิจิทัล วิธีนี้ปลอดภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์และได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจเอกชน โดยหน่วยงานรัฐเป็นผู้สนับสนุนการทำธุรกรรมดิจิทัลเชิงโครงสร้าง

  • การให้บริการสาธารณสุขของรัฐจำเป็นต้องนำระบบบล็อกเชนมาปรับใช้ เนื่องจากโดยปกติโรงพยาบาลต่างๆ ของรัฐยังไม่มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เมื่อไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลประวัติผู้ป่วยและเวชระเบียนระหว่างโรงพยาบาล จึงส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการรักษาพยาบาลไม่ต่อเนื่อง

  • การนำระบบบล็อกเชนมาปรับใช้ในการบริจาคและระดมทุน เนื่องจากผู้บริจาคเงินไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินที่ตนบริจาคไปนั้นถึงมือผู้รับบริจาคจริงหรือไม่ ระบบบล็อกเชนจะช่วยเปิดเผยข้อมูลการบริจาคเงินตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผู้บริจาคจึงสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการฉ้อโกงจากมิจฉาชีพ

  • การนำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการป้องกันและแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐ ในหลายกรณี เช่น การตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการภาครัฐ การบันทึกข้อมูลบัญชีของผู้ได้รับเงินสวัสดิการภาครัฐ และการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการภาครัฐ เป็นต้น

  • การนำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการยืนยันตัวบุคคลและตรวจสอบสิทธิของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ วิธีนี้จะช่วยป้องกันการแทรกแซงและการบิดเบือนผลการเลือกตั้งโดยมิชอบ ทำให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้งมากขึ้น

การนำระบบบล็อกเชนมาใช้ในภาครัฐดังกล่าวข้างต้น ยังไม่แพร่หลายมากนัก ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอีกหลายด้าน เพื่อเชื่อมประสานการทำงานของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เข้าด้วยกัน ให้สามารถใช้ข้อมูลและฐานข้อมูลในการทำงานเป็นเอกภาพมากขึ้น โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรมีการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลอย่างเหมาะสม จัดเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อให้สะดวกในการเรียกใช้งาน และมั่นใจได้ว่าจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง


เขียนโดย Kirz Marcom Team

ดู 22 ครั้ง