ค้นหา

เลือก Hard Disk ครั้งหน้า ทำไมควรเลือก Enterprise SSD

อัพเดตเมื่อ: มี.ค. 10




เลือก Hard Disk ครั้งต่อไป ทำไมคุณถึงควรเลือก Enterprise SSD แทนที่จะเป็น Consumer Grade SSD สำหรับ Server ของคุณ?

หากคุณต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบฮาร์ดไดรฟ์ให้กับ Server ของคุณ สิ่งแรกที่คุณจำเป็นต้องรู้และให้ความสำคัญคือ การทำความเข้าใจความแตกต่างของฮาร์ดไดรฟ์แต่ละชนิดที่มีจำหน่าย เพื่อให้ง่ายและสะดวกแก่การเก็บรักษา รวมถึงการดึงข้อมูลใช้งานอย่างเหมาะสมสำหรับระบบปฏิบัติการ (OS) ซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่น ระบบไฟล์ข้อมูล ระบบฐานข้อมูล รูปภาพ และมัลติมีเดียต่างๆ บนเครื่อง Server ของคุณ โดยคุณต้องทำความเข้าใจความแตกต่างของระบบฮาร์ดไดรฟ์แต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็น SATA, SAS หรือ SSD

  • SATA (Serial Advanced Technology Attachment) ฮาร์ดไดรฟ์ชนิดนี้จะมีราคาถูกที่สุด และผู้ใช้ทั่วไปนิยมใช้ เพราะรู้กันดีว่าสามารถจุข้อมูลได้อย่างยอดเยี่ยมและถูกใช้เพื่อการแชร์ไฟล์อีเมล์ การสำรองข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูลถาวร นอกจากใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปแล้วก็สามารถใช้ในเครื่อง Server ได้เช่นกัน

  • SAS (Serial Attached Small Computer System Interface) สามารถอ่านและบันทึกข้อมูลได้เร็วกว่า SATA และส่วนใหญ่ใช้กับเครื่อง Server เพราะผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อนำมาใช้ในองค์กรของคุณจึงมีความน่าเชื่อถือมากกว่า SATA ด้วยอัตราการถ่ายโอนข้อมูลได้สูงถึง 15,000 RPM ฮาร์ดไดรฟ์แบบ SAS ให้ความสำคัญกับความเร็วมากกว่าความจุ จึงมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าและมีพื้นที่เก็บข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากกว่า SATA

  • SSD (Solid State Drive) ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนฮาร์ดดิสก์ โดยเปลี่ยนจากจานแม่เหล็กมาเป็น Flash Memory ซึ่งคล้ายคลึงกับการเก็บข้อมูลของ Flash Drive ที่ใช้หน่วยความจำในลักษณะของ Flash Memory Chips ทำให้ทำงานได้เร็วกว่าและเสถียรกว่าสองแบบแรก หากคุณต้องการฮาร์ดไดรฟ์ที่ใช้อัตราความเร็วสูงกว่าฮาร์ดไดรฟ์ทั่วไป 100 เท่า SSD เป็นคำตอบที่คุณควรเลือกใช้


SSD (Solid State Drive) มีกี่ระดับ

ระบบการเก็บรักษาข้อมูล หรือที่เรียกว่า SSD สำหรับ Server สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ ดังนี้

  • SSD ชั้นต้น หรือ Entry SSD เป็นระดับที่เหมาะสำหรับการเก็บรักษาข้อมูลทั่วไปในองค์กรขนาดเล็ก โดย SSD ชั้นต้นนี้สามารถลดความเสี่ยงในการสูญหายของข้อมูลด้วยการทำ RAID หรือ Redundant

  • SSD ระดับกลาง หรือ Mid-range SSD เป็นระดับที่เหมาะสำหรับการเก็บรักษาข้อมูลที่มีปริมาณมากขึ้นกว่าระดับชั้นต้นในองค์กรระดับกลาง ในระดับนี้จะให้ความสำคัญในการเรียกดูข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

  • SSD ระดับองค์กร หรือ Enterprise SSD เป็นระดับที่เหมาะสำหรับการเก็บรักษาข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลในองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อให้ระบบจัดเก็บข้อมูลมีประสิทธิภาพสูง มีระบบที่พร้อมในการป้องกันการสูญหายของข้อมูล และสามารถตอบสนองต่อความต้องการเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

  • SSD สำหรับภารกิจเฉพาะ หรือ Mission Critical SSD เป็นระดับที่เหมาะสำหรับการเก็บรักษาข้อมูลของกิจกรรมที่ต้องการทั้งความเร็วและการสำรองข้อมูลข้ามไปมาระหว่างสาขาในองค์กรของคุณได้ เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล ซึ่งเป็นวิธีการสำรองข้อมูลอย่างหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยม


Enterprise SSD คืออะไร

อย่างที่กล่าวข้างต้น SSD ให้ความเร็วที่สูงกว่าฮาร์ดไดรฟ์ทั่วไปถึง 100 เท่า หมายความว่า การบูทเร็วขึ้นและประสิทธิภาพของระบบโดยรวมดีขึ้น แตกต่างจากฮาร์ไดรฟ์ SATA และ SAS แบบดั้งเดิม ที่สำคัญ SSD ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวหมายความว่า ลดความเสี่ยงของความล้มเหลวและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเมื่อเทียบกับฮาร์ดไดรฟ์แบบดั้งเดิม จึงทำให้มีราคาแพงกว่าฮาร์ดไดรฟ์ SATA และ SAS

  • Enterprise SSD หรือเรียกว่า SSD สำหรับ Server ระดับองค์กร เป็นฮาร์ดไดรฟ์เก็บรักษาข้อมูลสำหรับยุค Big Data อย่างในปัจจุบันที่ข้อมูลขนาดใหญ่กำลังครองโลก

  • ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในระบบธุรกิจในแต่ละองค์กร สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรของคุณต้องให้ความสำคัญของการจัดเก็บข้อมูลและการนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ

  • เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจของคุณให้สามารถแข่งขันได้

  • สิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบไอทีที่เสถียร เพื่อให้รองรับปริมาณข้อมูลที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในองค์กรของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการดึงข้อมูลมาใช้ในรูปแบบที่หลากหลาย ชนิดและประเภทของข้อมูลที่ต้องจัดเก็บ การวิเคราะห์ข้อมูล และวิธีการนำข้อมูลไปใช้งาน

  • เมื่อองค์กรคุณมีโจทย์หลักที่จะต้องแก้ปัญหาระบบไอที โดยใช้ Server ที่มีฮาร์ดไดรฟ์จุข้อมูลปริมาณมากๆ การจัดเก็บข้อมูลอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่สูญหาย ไม่รั่วไหล และสามารถเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่องค์กรคุณต้องให้ความสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ข้อดีของ Enterprise SSD

รูปแบบการบันทึกข้อมูลของ Enterprise SSD สำหรับ Server ในองค์กรจะเป็นการบันทึกข้อมูลแบบ Flash Memory พูดง่ายๆ ก็คือ เหมือนกับการบันทึกข้อมูลใน Flash Drive ทั่วๆ ไป ต่างกันตรงที่

  • สามารถจุข้อมูลได้ปริมาณมหาศาล และมีขนาดเล็กกว่าฮาร์ดไดรฟ์ดั้งเดิม ที่สำคัญเมื่อบันทึกข้อมูลได้มากกว่าหลายเท่า ดึงข้อมูลด้วยอัตราความเร็วสูงกว่าหลายเท่า และประสิทธิภาพในการเก็บรักษาดีกว่าหลายเท่า ราคาก็ย่อมแพงกว่าหลายเท่าและหาซื้อไม่ได้ง่ายๆ ตามท้องตลาดไอที

  • เหมาะสำหรับข้อมูลธุรกรรมที่มีความถี่สูง เช่น ฐานข้อมูล Database มี Transactions จำนวนสูงมากๆ ซึ่งธุรกรรมลักษณะนี้ต้องการใช้ Enterprise SSD เพื่อความเร็วในการอ่านและอัพเดทฐานข้อมูล และเพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลไม่ติดปัญหาอ่านเขียนข้อมูลในฮาร์ดไดรฟ์

  • ข้อดีอีกประการหนึ่งคือ ไม่สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพการทำงาน ไม่มีเสียงดังรบกวนผู้ใช้ให้รำคาญ ไม่มีความร้อนเกิดขึ้น เพราะไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว และเมื่อตกจากที่สูงแล้วยังคงใช้งานต่อไปได้เมื่อเทียบกับฮาร์ดไดรฟ์แบบดั้งเดิม

Consumer Grade SSD คืออะไร แตกต่างจาก Enterprise SSD อย่างไร

Consumer Grade SSD หรือ SSD ที่ผู้ใช้ทั่วไปใช้กัน ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตจะแบ่งแยก SSD สำหรับองค์กรและ SSD สำหรับผู้ใช้ทั่วไปให้เลือกใช้ตามความต้องการและเหมาะสมกับการใช้งานใน Server ของคุณ

  • เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า SSD ทั้งสองประเภท มีสองสิ่งที่เหมือนกันคือ ราคาแพงและความเร็วที่สูงกว่าฮาร์ดไดรฟ์แบบดั้งเดิม แต่ในเรื่องของราคา Enterprise SSD ราคาสูงกว่า Consumer Grade SSD อย่างแน่นอน

  • ผู้ใช้ทั่วไปจำนวนไม่น้อยติดตั้ง Consumer Grade SSD ราคาถูกลงใน Server ระดับองค์กร โดยยอมลดประสิทธิภาพการใช้งานบางอย่างลง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

  • แต่เมื่อมองในภาพรวมแล้ว ถือว่าไม่คุ้มกับการลงทุนที่เสียไป และอาจเข้าใจผิดได้ว่า Consumer Grade SSD และ Enterprise SSD มีวิธีการทำงานใน Server ไม่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วบริษัทผู้ผลิตได้เพิ่มจำนวนบิตที่สามารถเก็บไว้ในแต่ละเซลล์ และเพิ่มความลึกของบิตเพื่อเพิ่มความจุไว้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

  • Consumer Grade SSD สำหรับ Server ถูกสร้างขึ้นด้วย TLC (เซลล์ระดับสาม) หมายความว่า สามารถเก็บข้อมูลสามบิตในแต่ละเซลล์ และ Consumer Grade SSD บางตัวใช้ QLC และจัดเก็บสี่บิตต่อเซลล์

  • ในขณะที่ Enterprise SSD สำหรับ Server มักถูกสร้างขึ้นด้วย SLC จัดเก็บข้อมูลหนึ่งบิตต่อเซลล์ หรือ MLC จัดเก็บข้อมูลสองบิตต่อเซลล์ จึงมีความทนทานมากกว่า เมื่อคุณต้องการฮาร์ดไดรฟ์ที่มีความทนทาน คุณจำเป็นต้องเลือกใช้ Enterprise SSD สำหรับ Server ของคุณ

อย่างไรก็ดี แม้ว่า Consumer Grade SSD และ Enterprise SSD จะมีสถาปัตยกรรมเดียวกัน แต่บริษัทผู้ผลิต Enterprise SSD มักจะป้องกันไม่ให้ SSD เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ด้วยการจัดสรรไดรฟ์สำรองไว้มากกว่า หมายความว่า มีเพียงความจุของไดรฟ์ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่พร้อมใช้งาน ส่วนความจุที่เหลือถูกตั้งค่าไว้เพื่อใช้งานเป็นที่เก็บข้อมูลสำรอง ดังนั้นเมื่อใช้งานไปนานๆ เซลล์เสื่อมสภาพ เซลล์สำรองในไดรฟ์ก็จะถูกใช้เพื่อยืดอายุของไดรฟ์ ซึ่งใน Consumer Grade SSD มีไดรฟ์สำรองน้อยกว่า จึงทนทานน้อยกว่าและมีอายุการใช้งานสั้นกว่า


เขียนโดย Kirz Marcom Team

ดู 0 ครั้ง

- เขตบางกะปิ

- กรุงเทพมหานคร

- ประเทศไทย